ชวนส่ง Blog เข้าประกวด Thailand Blog Awards 2010
posted on 07 Jul 2010 23:53 by yokekungworld











edit @ 7 Jul 2010 23:59:03 by Yokekung World












edit @ 7 Jul 2010 23:59:03 by Yokekung World
ฝนตก ฟ้ามืดครึ้ม น่ากลัว หลายๆคนคงจะหาที่พักพิงเพื่อหลบฝน มีไม่น้อยที่ฝนตกแล้วคิดถึงใครบางคน เป็นห่วงใครบางคน สายฝนนี่ช่างมีความหมาย พัดพาความห่วงใยมา พาให้คิดไปถึงว่าเค้าคนนั้น เธอคนนั้นจะเปียกฝนไหม ขับรถจะปลอดภัยหรือเปล่า
สำหรับคนที่พึ่งพารถไฟฟ้า BTS วันนี้ผมขึ้นจากสถานีกรุงธนบุรี มาต่อที่สยาม ฝนตกตลอด ฝนตกหนักมาก ในรถก็หนาวจัดแอร์เย็น จนมาถึงสถานีหมอชิต ฝนตกหนัก ฟ้าร้อง ทุกคนก็อาศัยสถานีชานชาลาในชั้นตั๋วโดยสารเป็นที่หลบฝน
บนสถานีรถไฟฟ้า ปกติเราจะรีบกลับบ้านกัน ตอนเช้าก็รีบไปทำงาน ร้านรวงต่างๆ ไม่ค่อยมีคนสนใจ แต่เมื่อติดฝนบนสถานี่แล้ว
ทางรอดที่ 1 คือหิว ดังนั้น ร้าน S&P ที่ปกติคนเยอะอยู่แล้วในวันพุธกับโปรโมชั่นลด 20% ก็ยิ่งขายดีเพราะติดฝน หิวข้าว ก็หาขนมปัง เบเกอรี่รองท้องไปก่อน ทางรอดที่ 2 คือ ไม่รู้ว่าจะได้ออกจากสถานีตอนไหนเพราะฝนตกหนัก ร้านหนังสือ Faster Books จึงเป็นที่พักพิงในการหาหนังสืออ่าน ได้ซื้อหนังสือบนสถานีแบบไม่ต้องรีบร้อนอะไรเหมือนทุกครั้ง
จุดสุดท้ายก็คือ หิวข้าว ดังนั้นร้านพรานทะเล ที่ทุกครั้งมองว่าแพง กลับกลายเป็นที่พักพิงในการหลบฝน ทานข้าว ทำเอาคนขายที่มีอยู่คนเดียว มือเป็นระวิง เตาอบไมโครเวฟ 3 เตาถูกใช้อย่างหนักหน่วงไม่มีหยุด เสิร์ฟคนเดียว ทำคนเดียวตลอด
นี่คือวิกฤตตอนฝนตก ที่คนไทยช่วยกัน ซื้อสินค้าบนสถานี หากไปอีกประตูนึงก็จะมี Yamasaki, Oishi, 7-11 รับรองอิ่มท้องสบายแน่ๆ
ท่ามกลางฝนตก คุณอาจจะได้พบใครบางคน ที่มากับฝน ขอยืมร่ม หรือให้ร่มคุณยืม อาจจะเจอเนื้อคู่ก็เป็นได้ ไม่แน่ว่า หากยืนตากฝนแล้วเราให้ใครยืมร่มสักคน หรือมีโอกาสกางร่มให้เขา (หรือเธอ) คนไทยรักกัน เป็นห่วงกัน อาจจะได้สานสัมพันธ์เพียงเพราะ "ฝนตก" ติดฝนอยู่ในสถานีเดียวกัน ก็เป็นได้
"ขอบคุณฟ้าฝนที่้เป็นใจ"
ได้มีโอกาสไปเล่าให้น้องๆที่คณะฟัง เรื่องของการฝึกงาน การวางตัว โดยเราได้เคยมีโอกาสฝึกงานที่หนังสือพิมพ์ The Nation มาก่อน ก็เลยอยากจะแนะนำและเสนอแนวทางในการฝึกงาน
โดยได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรร่วมกับรุ่นน้องที่คณะ จากวิชาเอกภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์
รู้ว่าชอบอะไร
อันดับแรกเลยก็คือ รู้ว่าเราชอบอะไร เราเองชอบการเขียน เขียนจดหมาย เขียนไดอารี่ ชอบอ่านหนังสือ มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นบรรณาธิการหนังสือ อยากจะเป็นนักข่าว ส่วนตัวผมเองนั้นได้มีโอกาสฝึกงานด้านการทำข่าวกับโต๊ะข่าว Focus จำได้แม่นคือ พี่วีณา ธูปกระแจะ ที่ตอนนี้ก็ดีใจได้มาเจอใน Facebook ด้วย ตอนเรียนก็จะรู้ว่า เราชอบอะไร น้องๆทุกคน (นักศึกษาที่ฟังบรรยาย เป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล ชั้นปีที่ 4) จะต้องรู้ก่อนว่า เราชออะไร อยากทำอะไร ทำไมถึงอยากฝึกงานที่นั่น ที่นี่ เพราะในเมื่อการฝึกงานของน้องๆนั้นเป็นแบบสหกิจศึกษา ไม่ได้ฝึกงาน 200 ชั่วโมงแบบที่เราเคยฝึกงาน ดังนั้นการจะฝึกงานแบบทั้งเทอมนั้น เราจะต้องรู้ว่า เราชอบอะไร เพราะถ้าทำไปแล้วไม่ชอบ จะทำยังไง ก็ต้องปรับตัว
การฝึกงาน จะเลือกฝึกงานที่ไหน จะทำหน้าที่อะไร ตำแหน่งไหน ควรจะมีการพิจารณาว่า เราชอบอะไร อยากทำอะไร เก่ง Speaking, Listening, Writing หรือ Reading ก็คือชอบการแปล การอ่าน การจับใจความ หรืออยากทำล่าม
อยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ค้นหาตัวเองให้เจอ
พอถึงเวลาเราก็จะได้ฝึกงานตามงานที่เราอยากจะทำ แต่การฝึกงานนั้น ไปถึงจริงๆอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลน้องฝึกงานมา โอเคว่าคุยแล้วว่าน้องๆทำอะไรได้บ้าง เคยเข้าประกวด เคยเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ โอเค แผนก HR รับเข้าฝึกงาน แต่พอส่งไปที่แผนกจริงๆแล้ว ความคาดหวังนั้นอาจจะไม่เหมือนกับตอนแรกก็ได้ น้องอาจจะคาดหวังอยากจะทำแบบนี้ อยากได้แบบนี้ แต่งานที่ทำ วัฒนธรรมองค์กร การผสานงานอาจจะแตกต่างกัน เท่าที่เจอคือ คาดหวังว่าน้องเป็นแบบนี้ เรียนเอกนี้มาต้องเก่ง บริหารการตลาดต้องแจ๋ว ไอเดียแรง แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่ เค้าอาจจะชอบงานแบบอื่นถนัดกว่า
การฝึกงาน 4 เดือน นั้นไม่ได้ยาวนานอะไรมาก เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว เวลาเดือนนึงผ่านไปเร็วมาก สำหรับการฝึกงานของนักศึกษา หากน้องๆคาดหวังว่าจะได้อะไรจากการฝึกงาน จะชอบหรือไม่ชอบงานนั้น การฝึกงานจะเป็นคำตอบ เพราะพี่ๆหลายๆคนก็ไม่ได้ทำงานแบบเดียวกับที่ได้ฝึกงาน
ฝึกงาน ก็เหมือนฝึกทำงาน
หลังจากฝึกงานไปแล้ว เราก็จะได้รู้ว่า งานที่เราไปฝึกนั้น เราชอบหรือไม่ชอบ มันเป็นตัวเราหรือไม่ใช่เรา แม้จะไม่ชอบ แม้จะลำบากตื่นเช้า แม้จะกลับดึก แต่ยังไง ก็รู้ว่า งานนั้นเหมาะกับเราหรือไม่ ต้องพยายามทำ มีสัมมาคารวะ มีการเคารพผู้ใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตน ปรับตัว ตรงต่อเวลา แต่งกายเหมาะสมกับงาน กาลเทศะ
หลายๆคนที่ได้ฝึกงานกับผม นั่งเฉยๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไร เราคนทำงานเองก็ยุ่งสาละวนกับงานอยู่ ไม่ได้มีเวลาไปสอน ไปฝึกงานน้อง น้องเองก็ต้องขวนขวาย เรียนรู้เอง เพราะประโยชน์จะตกอยู่กับตัวน้องเอง เท่าที่เคยเจอมาก็คือ นั่งเฉย ใช้งานก็ทำ อาจจะเป็นเพราะงานบางงานไม่ชอบก็เลยไม่อยากทำ หรือว่าเราจะต้องค้นหาว่าน้องชอบอะไร
"โอกาส" ก้าวไปสู่ "ความฝัน"
สิ่งที่ผมพูดตลอดก็คือ "โอกาส" และ "ความฝัน" เพราะความฝัน เราอยากจะเป็นอะไร ไม่จำเป็นว่าเราจบด้านนี้ จะต้องมาทำงานด้านนี้เสมอไป เราจบเอกภาษาอังกฤษ ชอบคอม ชอบแปล ชอบเขียน ก็ทำหนังสือ เขียนบล็อก ทำเวบ เขียนรีวิวได้ แต่โอกาสเราต้องไขว้คว้าเอง
หลังจากจบมาจากราชมงคล แน่นอนว่า ลองสมัครหนังสือต่างๆไปเรื่อย รวมไปถึงบริษัทที่ฝึกงานด้วย แต่ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ แต่ในที่สุดการทำงานก็ได้มี "โอกาส" ในการทำหนังสือ วารสารของบริษัท ได้เขียนบทความ ได้แปล ได้ทำการตลาด ได้ทำข่าว เขียนเขียน ทำพีอาร์ ทำการตลาด มองภาพการตลาดของบริษัท การสื่อสารองค์กร ทั้งหมดนี้ จบมาก็ได้ทำงานใน "โอกาส" ที่หลากหลาย เพราะเขาคิดว่าเราทำได้ ดังนั้นโอกาสยิ่งจะทำให้โปรไฟล์เราเจ๋ง ทำโน่น ทำนี่ มาเยอะมาก จนก้าวไปถึงฝันได้ มันวิเศษสุดๆ
พี่ที่ออฟฟิศเคยบอกว่า ทุกคนจบมาก็ทำโน่น ทำนี่ เพื่อค้นหาตัวเอง ไม่ผิดหรอก ไม่แปลกหรอก จะหางาน เปลี่ยนงานใหม่ แต่พออายุ 27 - 28 ใกล้ๆ 30 ทุกคนก็เริ่มคิดได้ว่า เราควรจะทำอะไร เพราะใช้เวลาหลายปีในการค้นหาตัวเอง ไม่จำเป็นที่จบเอกภาษาอังกฤษจะต้องทำงานล่าม แปล แอร์ สจ๊วด เสมอไป เพื่อนก็เป็นอาจารย์ ทำการท่องเที่ยว ผมก็ทำการตลาด ทำพีอาร์ ทำหนังสือ
"โลกแคบลง หาก็เจอง่ายขึ้น"
ในยุคที่ Social Networking มาแรงนั้น หลายๆอย่างอันตรายมาก หลายๆคนอาจจะไม่ระวัง เช่นใช้ Twitter แล้วบ่นเรื่องที่ฝึกงาน อาจจะมีพี่ๆที่ทำงานนั้นเห็นข้อความได้ หรือไปเที่ยวเมา ไปทำงานสายบ่อยๆ แต่อาจจะมีพี่เห็นภาพเมา กินเหล้า อยู่ใน Facebook หรือล่าสุด ข่าวที่มีพนักงานหมิ่นสถาบันลงใน Facebook ก็ถูกไล่ออกไปแล้ว
การเล่น Twitter, BBM, Facebook ในที่ทำงานก็สำคัญ แม้ว่าบางบริษัทจะไม่ว่าอะไร แต่ก็ไม่ควร เพราะจากที่เห็นมา น้องฝึกงานนั่งเล่นแต่ MSN ทั้งวันไม่ทำงาน อันนี้ก็โดนเตือนไปเหมือนกัน
ขอบคุณที่มีโอกาสได้แบ่งปัน และอยากจะเป็นคนที่ "ปั้น" น้องๆได้ อยากให้น้องๆได้อะไรกลับไป
yokekung
นันท์ชวิชญ์ ชัยภาคย์โสภณ (หยก)
Twitter @yokekung
Facebook.com/yokekung
ตอนนี้ประเทศไทยบอบช้ำมาก ทิ้งความเกลียดชัง การด่าทอ มาร่วมกับ เยียวยา ฟื้นฟู รักษา ปรองดอง ปกป้อง น้ำใจ รักคนไทยทุกคน
หลังเหตุการณ์จบ มีเสียงก่นด่า สาปแช่ง นินทา ตะโกนไล่ นั่นเพราะอารมณ์
แต่มองในอนาคต เราจะสร้างกรุงเทพ สร้างเมืองไทยเรายังไง
บทเรียนมีให้เห็นแล้ว
คำว่า "เยียวยา" ไม่ได้เห็นมานานแล้ว หลังจากเรียนภาษาไทยจบ ม.6
คำว่า "ความหวังใหม่" ก็หายไปจากกระแสข่าวหลังจากพรรคความหวังใหม่ ไม่มีแล้ว
อยากให้ทุกคน รู้จักคำว่า รักกัน ปรองดอง สามัคคี เพื่อช่วยกันเยียวยา ฟื้นฟู เหมือนดูแลคนป่วย
ช่วยคนไทยได้ง่ายๆ
ไม่ต้องกินอาหารหรูๆ ไม่ต้องสนับสนุนต่างชาติมากนัก
ช่วยคนไทยด้วยกันเองก่อน ข้าวแกงข้างถนน รถเข็นกาแฟข้างถนน ร้านพี่ ร้านป้า แถวออฟฟิศ ช่วยๆกัน
คนตกงานมากมาย จากความสูญเสียของห้างที่ถูกเผา ร้านที่พังหลาย โรงหนังที่ถูกปิด
ช่วยกันเถอะครับ ไม่ได้ว่ากินหรูๆไม่ดี แต่คนระดับล่างตกงาน ร้านกาแฟ ร้านข้าว ร้านอาหารเล็กๆ รถเข็น ง่ายที่สุดครับ

ภาพความเสียหายของ Central World ที่ถูกไฟไหม้ คงไม่ใช่แค่สถานที่แห่งหนึ่ง ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่เกิดเพลิงไหม้ แต่มันคือการลอบวางเพลิง การกระทำที่แย่ที่สุด Central World คือแหล่งรวมความบันเทิง ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ทุกคนใช้ชีวิตกับการพักผ่อนที่นั่น มันคือชีวิตที่เราได้มีส่วนร่วมส่วนหนึ่ง
ตั้งแต่สมัย World Trade Center ก็ถือว่าเป็นห้างใหญ่ จนมาเป็น Central World ที่เรียกกันว่าห้างหรู ที่นี่ หลายๆคนได้พบกับใครบางคน หลายๆคู่ได้เจอกัน หลายๆคนได้ตากแดด ตากฝน รอรถเมล์ป้ายเดียวกัน ใครหลายๆคนได้รับความสุข ความทรงจำดีๆ ความประทับใจ ความรู้สึกสบายใจในการช้อปปิ้งที่นี่ เอาความเครียดไว้ข้างนอก เข้ามาดูหนัง ซื้อของ ทานข้าว ทำงาน เข้าร้านกาแฟ
มันคือ Moment คือช่วงเวลาของชีวิต ที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง แม้ตอนปลายปี หลายๆคนเฝ้ารอลานเบียร์ ที่ไม่ใช่แค่กินเบียร์ มันคือการสังสรรค์ การพบปะเพื่อนฝูง การกินข้าว การนัดพบ จุด Meeting Point กลางเมืองที่เดินทางสะดวก
การเผา CentralWorld ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำลายความสุขของคนกรุง การทำร้าย CentralWorld มาร่วมสองเดือน มันก็ไม่รู้สึกแย่เท่าสภาพของ CentralWorld เป็นแบบนี้
ต่อให้เป็น Central ลาดพร้าว รามอินทรา แถวบ้านก็ไม่ได้มีเสน่ห์แบบนี้ แบบที่เราสบายใจ รู้สึกดี มีความทรงจำที่ดี กับที่นี่
ล่าสุด กับแคมเปญการตลาดที่ CentralWorld จะจัดขึ้นหลังม็อบเลิก ก็มีอันต้องพับไป ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจกับข้อความข้างต้น ที่บนเว็บไซต์ของ Centralworld ขึ้นโปรโมทไว้ แล้วมันก็กลายเป็นอย่างนั้นจริงๆ
หากมองด้านการตลาดแล้ว ถือว่า มันไม่ธรรมดาจริงๆห้างนี้ ห้างที่ทุกคนคิดถึง เพราะเสน่ห์ของมันไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นบรรยากาศ Emotion มากกว่า
ข้อมูลจาก
CPN ได้ซื้อศูนย์การค้า เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ในเดือนธันวาคม 2545 และเปลี่ยนชื่อเป็น เซ็นทรัลเวิลด์(CentralWorld) โดยเปิดให้บริการในปลายปี 2549 โดยโครงการประกอบด้วย อาคารสำนักงาน 45 ชั้น, โรงแรมหรูจำนวน 500 ห้อง, พื้นที่จัดงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดใจกลางกรุง, และ สะพานเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส