วันนี้ตอนกลางวันหลังทานข้าวกลางวันกับเพื่อนๆ ก็แยกตัวไปเซ็นทรัล พระราม 9 คนเดียวเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคาร ระหว่างที่ขึ้นบันไดเลื่อนอยู่นั้น ได้ยินเสียงผู้ชายทักจากด้านหลัง โดยผมขึ้นบันไดโดยจับราวด้านขวา มีแขกคนนึงที่ทักผม จับราวบันไดด้านซ้าย ทักผมว่าหน้าดูหมอง ดูน่าจะมีทุกข์ โชคไม่ดีนะ (เขาแนะนำตัวว่าเป็นอาจารย์จากวัดแขก สีลม) แล้วก็บอกว่าเรามีองค์พระพิฆเนศด้วย ส่วนภรรยาและลูกจะสร้างเรื่องให้เรา และภรรยาเนี่ยอยู่กันไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ต้องเลิกกัน เขาบอกว่าผมทำงานหนักแต่เก็บเงินไม่อยู่ ระหว่างนั้นก็เดินเข้ามาคุยกับเราขนาบข้าง เราจะเดินขึ้นบันได้อีกชั้นก็เดินตาม สังเกตว่าเขาเลือกที่จะคุยกับคนที่ยืนคนเดียวบนบันไดเลื่อน อาศัยช่วงจังหวะเผลอ เราเดินขึ้นบันได้อีกไปชั้นเขาก็เดินตาม เขาถามว่า จะดูดวงไหม ผมตอบว่า "ไม่ครับ" แล้วเอาก็เดินแยกออกมา สังเกตว่าจังหวะเป๊ะมาก คือพอใกล้ถึงชั้นต่อไป เขาเอ่ยประโยคนี้ แล้วพอผมแยกไป เขาก็ขึ้นบันไดไปอีกชั้น ไม่ตามผมมา พี่ที่ออฟฟิศบอกว่า ถ้าเป็นทางเดิน กลัวเราเรียก รปภ. ดังนั้นสถานที่ที่เขาให้คุยกับเราคือ "บันไดเลื่อน" เท่านั้น เพราะเป็นสถานที่ปิด
 
ผมคิดว่า น่าจะเป็นการหาเหยื่อ เพื่อหลอกอะไรสักอย่าง ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่ผมไม่เชื่อเรื่องดวง หรือลบหลู่นะครับ ผมมีอาจารย์ของที่ผมนับถืออยู่แล้ว แต่กุศโลบายที่ทักว่า "คุณหน้าหมองไปนะ" เป็นใครๆ ก็ต้องกังวลใจครับ เพราะคนไทย เชื่อเรื่องดวง และเขาก็มักจะเลือกคนที่เดินคนเดียว โดยเฉพาะบนบันไดเลื่อน ที่มักจะหลบเลี่ยงยาก แถมรักษาระยะห่างมาก ว่าคนที่ยืนอยู่หน้าเรา อยู่ห่างในระยะที่ไม่รู้ว่า 2 คนนี้คุยอะไรกัน และคนที่อยู่หลังเรา ก็อยู่ห่างไปอีก (ดูภาพประกอบ)
 
 
 
ผมคุยกับพี่ที่ออฟฟิศ เขาบอกว่า ปัจจัยเสี่ยงที่คนไทยโดนหลอกคือ 1. ความเชื่อ เรื่องดวง คนไทยชอบดูดวง ผมคิดตาม เอ่อจริงนะ พอมีคนมาทักว่าหน้าเราหมอง เราก็จะวิตก เพราะคนไทยมักจะรู้สึกตกใจและวิตกเมื่อหมอดูทัก แต่เอาจริงๆเขาบอกว่าเป็นอาจารย์จากวัดแขก สีลม แต่ถ้าค้นข้อมูลวัดแขก สีลมจริงๆแล้ว ไม่มีแบบนี้นะครับ ถ้าไปต้องไปที่วัดเท่านั้น ข้อมูลวัดแขก และอีกเว็บ
 
อีกเรื่องที่ทำให้คนไทยถูกหลอก คือการเห็นแก่ของถูก ของฟรี ไม่ว่าจะเป็นการหลอกแจก LINE Sticker ฟรี แล้วให้เรากรอก Apple ID หรือการขายบัตรคอนเสิร์ตราคาถูก โอนเงินไปแล้วติดต่อไม่ได้ รอบนี้ถือว่าผมรอดพ้นจากการถูกหลอก แต่ก็ต้องระวังตัวครับ ขนาดไปห้างตอนกลางวันคนเดียวยังตกเป็นว่าที่เหยื่อได้
ได้เห็นโพสผ่าน Facebook Status ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง (ล่าสุด Status นี้ ได้ถูกลบออกแล้ว) ก็เลยคิดว่า เรากำลังหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า 
 
อ่านจากโพสของของอาจารย์ทีละข้อ และนำมาเทียบกับตัวผมเอง ที่สมัยปริญญาตรี จบเมื่อปี 46 (อย่านับปีเลยว่าจบมากี่ปีแล้ว) ผมเป็นหัวหน้าห้อง มาหน้าที่ในการประสานงานกับอาจารย์ที่ปรึกษา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณบดี สมัยนั้นมือถือเป็นแบบธรรมดา โทรออก รับสาย ปกติ เวลาตอนเช้าอาจารย์โทรมาก่อน 9 โมง บอกว่า วันนี้ครูงดสอนนะ ไม่สบาย ผมมาเรียนตั้งแต่ 8.30 บ้านอยู่รามอินทรา ไปเรียนที่รังสิต คลอง 6 ออกจากบ้านตั้งแต่ 6.30 - 7 โมง แต่พออาจารย์บอกผมว่างดสอน เพื่อนๆที่อยู่หอใกล้ๆ บ่นกันอุบ แต่ผมที่มาจากบ้านตื่นตั้งแต่ 5.30น. ก็กลายเป็นเข้าห้องสมุด อะไรก็ว่าไป แต่ประเด็นอยู่ที่การสนทนากับอาจารย์ทางโทรศัพท์ มีอยู่ครั้งนึง คุยโทรศัพท์กับอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วเกิดพลาด พอดีช่วงนั้นไม่มีสัญญาณ เราก็เลยกดวางไป อาจารย์ดุในภายหลังว่า เรากดตัดสายอาจารย์ ซึ่งเสียมารยาทมาก ตอนนั้น เกิดเหตุสุดวิสัย คิดว่าคุยจบแล้ว เพราะเสียงเงียบไป ก็เลยวางสาย นี่คือตัวอย่างของมารยาทในการใช้โทรศัพท์กับอาจารย์ในสมัยเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วนะครับ
 
มาปีนี้ ผมไม่รู้หรอก ว่าเด็กสมัยนี้เป็นยังไง ยกมือไหว้อาจารย์หรือเปล่า ไหว้รุ่นพี่หรือเปล่า แต่ทุกคนมีมือถือ แท็ปเล็ต โน้ตบุ๊ก คุยกับอาจารย์เหมือนเพื่อน อาจจะเพราะวัยใกล้เคียงกันไม่เหมือนรุ่นผม ที่คุยกับอาจารย์แบบนอมน้อม (แต่ที่วางสายนั่นพลาดจริงๆ) และเพราะความที่พ่อกับแม่ผมก็เป็นอาจารย์ ทำให้ผมเข้าใจการโทรศัพท์หาคนที่มอาวุโสกว่า เวลามีลูกศิษย์พ่อกับแม่โทรมาหาที่บ้าน ผมก็เป็นคนรับสาย ขนาดลูกศิษย์ปริญญาโท ยังคุุยสายกับอาจารย์แบบนอมน้อมมาก เคารพมาก ทำเสียงนอมน้อม พูดเพราะ อาจารย์ก็ปลื้มใจ เคยเจอเหมือนกัน ลูกศิษย์แม่คนนึง เอาแต่ใจมาก แวดๆๆๆๆ เพราะตัวเองทำรายงานไม่ผ่านสักที จนแม่ของลูกศิษย์คนนั้นต้องมาคุยกับแม่ผมที่บ้าน อันนี้ก็คือมารยาทในการคุยโทรศัพท์กับอาจารย์ 
 
มารยาทการคุยโทรศัพท์กับอาจารย์ อาจารย์บางคนจะแนะนำตั้งแต่คาบแรกว่า โทรได้กี่โมง ครูอยู่ห้องพักครูตอนไหนบ้าง แล้วเวลาไหนที่ควรพบอาจารย์ อาจารย์จะมีเบอร์ผมอยู่แล้วเพราะเป็นหัวหน้าห้อง แล้วผมก็จะประสานงานกับอาจารย์ตลอดเวลา ทำให้เรื่องมารยาทในการโทรศัพท์ไม่ค่อยพลาด มาพลาดตอนเผลอกดวางสายเพราะคิดว่าอาจารย์คุยจบแล้วเนี่ยแหล่ะ 
 
เพื่อนๆมีประสบการณ์ยังไงบ้างครับ
 
ปล จริงๆแล้วโพส Facebook เป็นของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่เขาลบ Status นั้นไปแล้ว ผมก็ขอไม่เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยนะครับ (แต่จริงๆ แคปจอไว้แล้วล่ะ)


edit @ 13 Jun 2012 21:56:06 by Yokekung World

 
พอดีว่าได้อ่านเอ็นทรี่ ประสบการณ์อันโหดร้าย กับการเป็นฟรีแลนซ์ ก็เลยอยากจะแบ่งปัน การเป็น (อดีต) ฟรีแลนซ์ของผมให้อ่านกันบ้าง 
 
สำหรับผมแล้ว คำว่า ฟรีแลนซ์ อาจจะพูดไม่ได้เต็มปาก เพราะไม่เคยทำงานแบบฟรีแลนซ์จริงๆ สักที เหมือนจะเป็นข้อตกลงกันซะมากกว่า จริงๆแล้ว ฟรีแลนซ์ อาจจะมาจาก ตอนแรกเป็นงานเสริม สักพักเริ่มเยอะ ก็เลยกลายเป็นฟรีแลนซ์ก็เป็นไปได้
 
เรียนจบเอกภาษาอังกฤษที่คลองหก (ราชมงคล ธัญบุรี) ผมก็จบด้านการแปลภาษา ชอบคอมพิวเตอร์ งานแรกๆก็คืองานแปลภาษาอังกษเป็นไทย ด้านไอที พวก กล้องวงจนปิด โบรชัวร์โ ในสมัยนั้น (2546) หน้าละ 250 - 300 บาท สำหรับนักแปลแบบเพิ่งจบอย่างผม แปล 5 หน้า ได้เงินก็ดีใจแล้วครับ อันนี้เรียกว่า งานเสริม ซะมากกว่า เคยแปลคู่มือโปรเจคเตอร์เล่มนึง ได้เงินมาซื้อคอมเครื่องใหม่เลย (ฮา) นั่นคือเงินเยอะแล้วนะ ก็รับแปลมาเรื่อยๆ พอดีได้มีโอกาสแปลพวกโบรชัวร์ให้กับ AMD ก็สนุกนะในช่วงนั้น จะว่าเป็นงานเสริมก็ใช่ แต่บางช่วงมาเยอะจนแทบจะมาประจำเลยก็เคยมี ช่วงนั้นก็มีแปลบทความในนิตยสาร PCWorld และเขียนบทความ ลงในนิตยสาร PCToday 
 
มีช่วงหนึ่งที่ได้ทำแบบฟรีแลนซ์จริงๆจังๆก็คือช่วงที่คุณพ่อป่วย ผมก็ลาออกจากงานประจำ มาทำฟรีแลนซ์ โดยได้ตกลงกับบริษัทแปลแห่งหนึ่ง ขอทำงานที่บ้าน รับส่งงานทางอีเมล์ (สมัยนั้นเน็ต ADSL 1 - 2 Mbps เองมั้ง) ทำให้ผมได้ทำงานที่บ้าน รับงานทางอีเมล์ ได้ทำงานในแบบฟรีแลนซ์มาคนป้อนงานให้ แบบนี้ได้เงินเป็นก้อนทั้งเดือนแบบเข้าออฟฟิศอาทิตย์ละวัน แถมเขียนบทความให้ My Mobile กับ All Magazine ด้วย
 
ตอนทำงานแปล เคยโดยเบี่้ยวไหม เคยมี ตอนนั้นทำงานหนึ่ง สุดท้ายลูกค้าไม่จ่าย บริษัทแปลก็ฟ้องกันไป เราก็ไม่ได้เงิน แถมดันชวนเพื่อนมาช่วยแปล เพราะหวังว่าจะแบ่งเงินให้เป็นค่าขนม สุดท้ายบริษัทไม่จ่าย เป็นไงล่ะ ฟรีแลนซ์ที่นี่ จบกัน จบด้วยการ ฟ้องของบริษัทแปล และลูกค้า ส่วนฟรีแลนซ์อย่างเรา เผ่นหนีห่างดราม่าออกมาไม่ยุ่งด้วยนานแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้เงิน
 
ในเมื่อไม่ต้องไปออฟฟิศ ได้ดูแลพ่อเต็มที่ พาพ่อไปโรงพยาบาล กลับมาบ้านค่อยทำงาน งานแปลทำให้เสร็จทันเวลาก็ได้ ตื่นมาทำตั้งแต่ 6 โมงเช้าก็ได้ นี่คือสาเหตุที่ทำให้อ้วน คุณเอ้ยยย ทำงานที่บ้านอ่ะนะ จะว่าขยันมันก็ขยันนะ บ่ายง่วงก็หลับ เย็นทำต่อ แต่ของกินเนี่ยสิ นั่งหน้าคอม กินมันทั้งวัน ไม่ออกกำลังกาย (แหงสิ ไม่ออกจากบ้านเลยนี่) ช่วงนั้นเลยได้มีโอกาสเขียนบล็อก และเขียนลงนิตยสาร นั่นแหล่ะถึงเรียกว่า เริ่มจะเป็นฟรีแลนซ์ แต่ฟรีแลนซ์อย่างที่ผมบอกนั่นแหล่ะ รายได้หลักก็คือมีการตกลงกันไว้แล้ว ว่าได้เดือนละเท่านั้น เท่านี้ มันก็คือเหมานั่นแหล่ะ งานมาก็ทำ งานไม่มาก็ทำอย่างอื่นได้ ออนเอ็มไว้คุยงานตลอดเวลา 
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฟรีแลนซ์กินแกลบเป็นอาหาร ดังนั้นเราจึงได้รับงานจาก ออแกนไนเซอร์ บริษัทพีอาร์ อเจนซี่ นิตยสาร ที่หางานมาให้เรา ไม่ได้วิ่งไปขายงานเอง ไม่ได้ต้องมีผู้จัดการส่วนตัว แต่เป็นการรับจ้างทำเป็นงานๆไป ไม่แน่ไม่นอน พวกงานแปลเนี่ย ปกติหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยนะ แล้วเราก็เสียภาษีทุกปี ถึงจะเป็นงานเสริมก็เหอะ
 
แต่ยังไม่รู้เลยว่า ชีวิตฟรีแลนซ์จริงๆ จะเป็นยังไง เพราะตอนนี้ก็ยังทำงานประจำและมีงานเสริมมาช่วย แต่ถ้าฟรีแลนซ์ยังต้องกินแกลบอยู่แบบนี้ ยังไงก็ต้องทำงานประจำล่ะครับ
 

 

ปกติผมไปไหนก็มักจะเดินทางด้วยรถสาธารณะ เดินริมฟุตบาธ ผมก็ยังกดมือถือทวิตข้อความบน Twitter เช็ก Facebook อ่านและตอบอีเมล์ โดยเงยหน้ามองถนนเป็นระยะ หลายครั้งที่เกือบเดินชนคนอื่น หรือเกือบถูกรถชนเพราะมัวแต่พะวงกับหน้าจอมือถือ ไม่มองทาง และไม่ทันระวัง

วันนี้ขึ้นรถประจำทางสาย 75 คนขับรถเมล์พูดเสียงดังให้คนในรถฟังว่า อย่าใช้โทรศัพท์ขณะยืนบนรถเมล์ในช่วงที่รถแล่น เพราะอาจเกิดอันตรายได้ หากรถเบรคกระทันหัน อาจล้มและเกิดอุบัติเหตุได้ และกระเป๋ารถเมล์ก็ได้บอกว่า ผู้โดยสารที่ยืน อย่าหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน อย่ากดมือถือขณะรถแล่น แม้แต่ช่วงที่รถจอด เพราะหากรถออกตัว อาจจะเซล้มเกิดอุบัติเหตุได้ ทำเอาผมไม่กล้าหยิบมือถือมาทวิตเลย เก็บใส่กระเป๋าไว้ คิดว่าที่คนขับและกระเป๋ารถเมล์เตือน ก็เพราะอาจเกิดอันตรายได้ กระเป๋ารถเมล์แนะนำว่า หากว่าอยากจะอ่านหนังสือ กดมือถือ ควรทำหลังจากได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว หากยืนไม่ควรโทรศัพท์ ไม่ว่าจะคุยโทรศัพท์ กดมือถือ หรืออ่านหนังสือ เพราะอาจเกิดอันตรายหากรถเบรคกระทันหัน

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ขึ้นรถสาธารณะแล้ว ต้องหยิบมือถือมาทวิต ถ้าใครสังเกต จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมหลายคนจะเดินไป กดมือถือไป ขึ้นรถเมล์ก็ก้มหน้ากดต่อ ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ ตรงนี้คนขับรถเมล์ และกระเป๋ารถเมล์ได้เตือนไว้เรื่องของความปลอดภัยในการโดยสารรถประจำทาง ปกติแล้วมักจะมีป้ายเตือนว่า ขึ้น-ลง อย่าใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ยุคนี้แล้ว มือนึงโหนราว อีกมือทวิต หรือเอาแขนพิงพนักเก้าอี้แล้วกดมือถือ 2 มือ หรือหนักไปกว่านั้น มักเห็นได้ตามรถไฟฟ้า มนุษย์พิงเสา เอาตัวพิงเสา แล้วมือกดมือถือ หรือประคองแท็ปเล็ต เปลี่ยนพฤติกรรมเถอะครับ รถไฟฟ้าช่วงที่หยุดและออกตัว มักจะได้ยินเสียงรองเท้าผู้หญิงเซเพราะรถมีแรงกระชาก กระตุก แบบนี้เกิดอันตรายได้ง่าย เก็บมือถือแล้วเอามือจับห่วง เสา หรือราว ให้มั่น ดีกว่าครับ

เราควรย้อนหันมามองกาลเทศะที่เราอาจลืมไป บางช่วงเวลา บางกิจกรรม ไม่ต้องหยิบมือถือออกมาออนไลน์ตลอดเวลาก็ได้ ระมัดระวัง มองคนรอบข้างให้มากขึ้น ไม่ใช่ทุกคนเป็นผีก้มหน้าบนรถไฟฟ้า รถประจำทาง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะไม่ให้คนอื่นเดือดร้อน หากเราล้ม เซ ไปทับเขา หรือทำให้คนอื่นล้มจะยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่  

บทความที่เกี่ยวข้อง

edit @ 5 Jun 2012 23:22:57 by Yokekung World

ขอบอกเล่าประสบการณ์หาช่างแอร์ครับ รสแซ่บทีเดียวกับการหาช่างแอร์สักร้านที่บริการดี ผมแต่งงานแล้วไปอยู่กับภรรยาอีกบ้านนึง ก็เลยจะย้ายเอาแอร์ที่บ้านไปติด แต่ขั้นแรกจะให้ช่างมาดูก่อนว่า แอร์ที่คอมเพรสเซอร์แช่น้ำตอนน้ำท่วมบ้านนั้น ยังใช้งานได้ปกติหรือไม่ ขั้นแรกหาเบอร์ร้านแอร์ในเน็ต เพราะไม่รู้ว่า ร้านไหนติดแอร์ดี ฝีมือดีบ้าง ได้เบอร์ TopCoolAir จากเน็ตก็โทรไปแจ้งความต้องการให้มาเช็คแอร์ที่บ้าน แล้วก็ล้างและเติมน้ำยาแอร์ นัดกันไว้ดิบดีว่าจะมาทำให้วันเสาร์ ขอเบอร์ผม ขอชือเล่น ชื่อจริงผมไปหมด แต่พอถึงเวลาวันเสาร์ผมกลับไปดูที่บ้าน ดีนะที่แม่ผมบอกให้ลองโทรหาช่างดู ผมก็โทรหาช่างตั้งแต่ 8.30 ปลายสายบอกว่า เขาจะเข้ามาตอน 11 โมง ผมก็อ้าว ไม่มั่นใจซะแล้วสิ ผมก็เลยแวะร้านแอร์ตรง รามอินทรา ก.ม.2 ลาดปลาเค้า รู้สึกเลยว่า การเดินเข้ามาคุยที่ร้านด้วยตนเอง มั่นใจได้มากกว่าการหาเบอร์ในเน็ตโทรไปเยอะมาก แต่สรุปวันวันเสาร์นั้น ช่างแอร์ไม่ว่างเลย แถมร้านก็หยุดวันอาทิตย์ด้วย มีคิวก็วันจันทร์เลย ผมก็เลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวผมโทรกลับไปบอกแล้วกัน

พอกลับถึงบ้าน ผมก็ลองปรึกษาแม่ดู ว่าจะเอายังไงดี คือใจนึงก็อยากจะซ่อมให้เสร็จๆวันเสาร์นั้นเลย ผมเริ่มหาเบอร์ร้านแอร์จากเน็ตอีกครั้ง เพราะไม่มั่นใจร้านแรกที่ติดต่อ (TopCoolAir) ผมจึงลองติดต่อร้าน InterService คุยแล้วพบว่า วันนั้นมีคิวว่างพอดี ก็เลยให้มาดูแอร์ให้ว่าใช้งานได้หรือเปล่า หลังจากติดต่อช่างเสร็จ ผมก็โทรยกเลิกเจ้าแรก TopCoolAir ปรากฏว่าโทรไป พบว่า ยังไม่ได้คุยกับช่างเลยค่ะ อ้าว ผมติดต่อคุณไปตั้งแต่วันพุธแล้วนะ จากนั้นช่าง InterService Air ก็มาที่บ้าน คุยดี มาเช็คแอร์ให้ มาล้างแอร์ให้ มาแบบ พ่อลูก (ผู้ใหญ่กับเด็ก 2 คน คนนึงเรียก ปะป๊า อีกคนเรียกผู้ใหญ่คนนั้นว่าลุง) ผมก็วางใจ เอ่อ น่ารักดีนะ มาแบบพ่อลูก คงจะคุยง่าย ล้างแอร์เสร็จ ผมก็แจ้งเรื่องย้ายแอร์มาที่บ้านวุฒากาศ ช่างก็ตีราคา 3500 ค่าย้ายรวมติดตั้ง เรานัดกันวันเสาร์ถัดไป แต่ในช่วงสัปดาห์ วันธรรมดา ช่างจะมาดูที่บ้านวุฒากาศว่าจะติดตั้งยังไงดี

แต่ลายช่างแอร์ก็ออก จนผมไม่แน่ใจว่าเป็นช่าง หรือมิจฉาชีพกันแน่ ช่างรับปาก ว่าจะมาถอดแอร์ให้ในวันธรรมดา ก่อนจะย้ายแอร์ให้วันเสาร์ ซึ่งผมสะดวกวัน อังคาร พุธ ศุกร์ เย็นวันจันทร์ผมโทรไปหาช่าง ปรากฏว่าช่างดูงงๆ ไม่กระตือรือร้น ผิดกับคนที่คุยกันเมื่อวันเสาร์ เหมือนไม่อยากรับงาน ผมก็ถามว่าช่าง ว่างวันไหน มาดูพื้นที่ห้องที่บ้านที่จะติดให้หน่อย ช่างก็บอกว่า วันพุธได้ไหม สะดวกไหม แต่ช่างถามเรื่องส่วนตัวจนผมรำคาญ เช่น ไปบ้านโน้นบ่อยไหม ค้างบ้านไหนเป็นหลัก จนผมไม่ไว้วางใจช่างถึงความปลอดภัยของบ้านผมแล้ว จึงตอบได้แค่บางคำถามที่พอจะตอบได้เพื่อความปลอดภัย เพราะเราไม่ไว้ใจช่างแล้ว

เรานัดกันวันพุธ วันพุธผมไปงานแถลงข่าวและกลับบ้านเร็ว รอการติดต่อจากช่าง แต่ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์ ไม่มีมาตามนัด ผมก็ไม่โทรตาม พอถึงวันพฤหัสบดี ผมโทรไปก็ไม่รับสาย ช่างโทรกลับมา ผมก็ย้อนระลึกชาติให้ฟังว่า คุณนัดผมวันพุธ ไม่ใช่เหรอ ช่างตกใจ บอกว่า “ผมลืม ผมงานยุ่งมาก ผมลืม ผมไปวันศุกร์สะดวกไหม” ผมบอกว่า ไม่เอาแล้วครับ ไม่เอาแล้ว พอเถอะครับ คุณนัดผมวันพุธ ผมมานั่งรอคุณ แล้วคุณก็ไม่ติดต่อมา พอผมโทรตาม คุณก็บอกว่า ลืม คือมันไม่ใช่มืออาชีพ มันเล่นขายของหรือไง รับงานติดตั้งแอร์ ไม่มีใบงานหรือ โอเคว่าอาจจะรับงานเอง ทำเอง ไม่ได้มีร้านจ่ายงานให้ แต่การลืมนัดลูกค้า มันแย่มาก ผมบอกยกเลิกช่างแอร์คนนี้ทันที ความรู้สึกที่ว่าเป็นพ่อลูกมาทำแอร์ให้ จบกัน ลาขาดครับ InterService Air

ต่อมาผมก็ให้แฟนติดต่อหาช่างแอร์ใหม่ให้ นัดวันเสาร์ ช่างไปถอดแอร์ที่บ้าน เจ้านี้ดีมาก เสกสรรค์ แอร์ แอนด์ เซอร์วิส บริการดี มากัน 3 คน มุกฮากระจาย ถอดแอร์ที่บ้านผม แล้วก็ขนไปบ้านแฟน ติดตั้งยากสักหน่อยเพราะข้อจำกัดห้องเยอะ เอาคอมเพรสเซอร์ไว้บนดาดฟ้า เดินท่อน้ำทิ้งมาชั้นล่าง สรุปว่าเจ้านี้ดีมาก คุยดี และสบายใจมากครับ เสียความรู้สึกเจ้าแรกสุด TopCoolAir ที่นัดแล้วไม่เป็นนัด รายที่สอง InterService Air ก็มาล้างแอร์ดี แต่พอนัดย้ายแอร์ก็ยึกยัก เหมือนไม่อยากจะทำ แถมลืมงานที่รับปากผมไว้ อันนี้แย่สุดๆ ขอประจานครับ รายล่าสุด เสกสรรค์ แอร์ นี่ดีมาก มีใบเสร็จรับเงินเรียบร้อยเลย ทำงานดี ตรวจสอบดี พบว่า คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน เนื่องจากช่างแอร์คนเก่าที่ติดตั้งแอร์บ้านผม ดันไปต่อตรง และไม่ใส่ฟิว ช่างก็เลยใส่ฟิวและต่อวงจรทำงานได้ตามปกติ

นี่คือตัวอย่างของการหาช่าง ได้ประสบการณ์เยอะครับ เลยเอามาฝากกันว่า

1. อยากจะหาช่าง แนะนำให้เดินไปที่ร้าน เดินไปคุยกับที่ร้านเองเลย ให้จดเบอร์เราไว้ในสมุดงานเขาเลย ไม่ใช่โทรไปอย่างเดียวแต่ไม่ไปเจอตัว ควรไปเจอร้านตั้งอยู่จริงๆ มีใบงานจริงๆ เขียนใบจริงๆ 

2. สอบถามช่างร้านเสกสรรค์ แนะนำว่า ช่างควรจะเฉพาะอย่างไปเลย ผมเล่าประสบการณ์ช่างจานดาวเทียมรับซ่อมทีวี ตู้เย็น แต่ซ่อมแล้วเกิดอาการเดิมอีกครั้ง คือซ่อมไม่ดี ซ่อมไม่เนี้ยบ ซ่อมไม่เป็นให้ช่างฟัง ช่างบอกว่า ช่างบางราย รับงานเยอะเกินไปและไม่ดูฟิลด์ตัวเอง อย่างร้านเสกสรรค์ รับงานติดตั้ง ซ่อมแอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้าเท่านั้น เพราะการทำงานเหมือนๆกัน ร้านถนัดซ่อมแบบนี้ ส่วนทีวี ดีวีดี ช่างจะแนะนำให้ติดต่อร้านอื่นที่รู้จักกัน ช่างจะไม่ตะบี้ตะบันซ่อมรับงานเอาเงินแต่ซ่อมไม่ดีก็เสียชื่อร้าน

3. อยากให้ช่างซ่อมอะไร ควรจะนัดให้ดี คุยให้ดี ผมไม่ไว้ใจช่าง InterService แล้ว ยิ่งช่างลืมงานผมแบบนี้ ตัดเลยครับ ตัดขาดกันเลย ไม่ต้องมามีบุญคุณว่าขับรถมาส่งผมปากซอย นั่นมันแค่หน้าที่ ดังนั้นเรื่องเวลาสำคัญมาก ไม่มีใครอยากเสียเวลารอช่างหรอก เพราะทุกคนก็มีธุระเหมือนกัน จะอ้างว่าลืมไม่ได้ มันเหมือนเล่นขายของ แย่มาก

4. จะหาช่าง ควรหาให้ถูกจุด เอาช่างจานดาวเทียม ไปซ่อมอุปกรณ์ต่างๆ ก็ควรจะอยู่ในประเภทเดียวกัน เช่น ซ่อมทีวี ดีวีดี ซีดี เครื่องเสียง ส่วนแอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ให้ร้านแอร์ทำเถิด เพราะความไม่ถนัดของช่าง ยิ่งทำให้สินค้าเสียหนักขึ้นไปอีกและลูกค้าไม่ไว้วางใจร้านด้วย

5. คิดราคาให้ดี สอบถามราคาให้ดี ทางที่ดี ให้ร้านเป็นคนแจ้งราคา ไม่ใช่ช่าง เพราะป้องกันการโขกสับและตรวจสอบให้ดี ว่ามีใบเสร็จให้เราครบ (ของเสกสรรค์ใบเสร็จปั๊มชื่อที่อยู่ เบอร์โทรบริษัทเลย) อย่าเอาแค่บิลมือไม่มีชื่อที่อยู่บริษัทนะครับ

ปล ทุกบริษัทที่ผมกล่าวถึง ลองค้น Google ดูครับ อยากลองเองก็เชิญ อิอิ ไม่รับประกันว่าผลจะเป็นยังไงนะครับ

Categories