หลังจากเปิดตัวท่ามกลางการรอคอยอย่างท่วมท้นของคอ Apple ทั่วโลกกับ Tablet จาก Apple ภายใต้ชื่อ iPad ซึ่งหลักๆก็คือหน้าจอแบบสัมผัส IPS ขนาด 9.7 นิ้ว มาพร้อมหน้าที่หลักๆก็คือ ดูภาพ ฟังเพลง ดูหนัง อินเตอร์เน็ต อ่าน E-Books เชื่อมต่อ Wi-Fi, Bluetooth, GPS MAPS และมีรุ่นที่เชื่อมต่อ 3G ได้ด้วย ลองมาดูกันว่า อุตสาหกรรมใดในประเทศไทย ที่น่าปรับตัวและมีผลกระทบจนน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ที่ใช้ Talking Dict มาตั้งแต่สมัยเรียน ทำให้มองภาพของการพัฒนาอุปกรณ์อีเล็คทรอนิคส์ในลักษณะแบบนี้ว่า มักจะเปลี่ยนแปลงตามเครื่องเล่น MP3 ตั้งแต่การฟังเพลง หน้าจอขาวดำ เรื่อยมาจนเป็นจอสีรองรับการเล่น MP4 และ Portable Multimedia Player (PMP) ที่สนับสนุนการดูภาพ ดูหนัง ฟังเพลง อ่าน E-Books การบันทึกเสียง การฝึกอ่านออกเสียง พวก Talking Dict ก็มีการพัฒนาซึ่งก็มีรูปแบบการทำงานคล้ายๆกัน แถมบางรุ่นมีการเชื่อมต่อ Wi-Fi มีคีย์บอร์ด มีหน้าจอสัมผัสและแป้นพิมพ์แบบ On-Screen อีกด้วย แน่นอนว่าอุปกรณ์พวกนี้ใช้ Linux-based เป็นระบบปฏิบัติการ ซึ่งการอ่าน E-Book นั้นอ่านจากไฟล์ text ได้ แต่ปัญหาหลักๆก็คือเรื่องของการป้อนคอนเท็นต์หรือเนื้อหานั่นเอง ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอนนั้น ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะไม่มี Content ป้อนนั่นเอง

ลองมองกลับมาที่ Apple iPad แน่นอนว่ามีแอพพลิเคชั่นรองรับบน iPhone OS กว่า 140,000 แอพพลิเคชั่น คำถามคือคนไทยจะได้ใช้คุ้มค่าหรือไม่ เหตุเพราะตอนนี้ก็ยังไม่รองรับภาษาไทย เอาเข้าจริงจะมีสักกี่คนที่ดาวน์โหลด เพราะลำพังแค่แอพพลิเคชั่นไม่กี่สิบบาท ก็ยังไม่ยอมจะเสียเงินเลย เพลง หนัง ก็รู้กันดีว่าโหลดมาจากที่ไหน นี่คือปัจจัยสำคัญในด้านคอนเทนต์ หากคอนเทนต์พร้อม นิสัยคนไทยจะดาวน์โหลดไหม หรือว่าหาจากเวบบอร์ดทั่วๆไปเหมือนเช่นเดิม

ในตลาดเครื่องอ่าน E-Book ในไทยยังอยู่ในวงจำกัด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ Kindle ซึ่งสามารถโหลด E-Book มาอ่านบนพีซี ใช้งานกับวินโดวส์ หรืออ่านบนอุปกรณ์ ภาษาไทยก็ได้รับการพัฒนาในกลุ่มผู้ใช้กันเอง เรื่องคอนเทนต์เป็นปัญหาหนัก มองไปรอบๆตัว เห็นมีหนังสือไทยสักกี่เล่มที่มีจำหน่ายเป็น E-Book ในภาพของลิขสิทธิ์หนังสือจริงๆ และจะมี E-Book Reader สักกี่รุ่นที่รองรับภาษาไทยทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เต็มรูปแบบ

คาดหวังไว้ว่า อัมรินทร์ ซีเอ็ด ดอกหญ้า จะออกมาเอาจริงเรื่อง E-Book เห็นว่าหนทางจะลำบากเต็มที เพราะลำพังค่าส่วนแบ่งต่างๆ ก็ทำให้นักเขียนนั้นไส้แห้งอยู่แล้วด้วย การแบ่งสันปันส่วนของมูลค่าส่วนแบ่งคงจะต้องแบ่งกันให้ลงตัว ซึ่งจะมีผลต่อราคาของหนังสือ E-Book ด้วย 

ผมค่อนข้างเป็นห่วงในเรื่องของการรองรับแอพพลิเคชั่นและเนื้อหาในการใช้งานในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้งานภาษาไทย เรื่องของคอนเท็นต์สำคัญที่สุด เรื่องลิขสิทธิ์ก็รู้กันอยู่อย่างไม่ต้องบอก เพราะนิสัยคนไทย อย่างแรกเลยหากมอง Apple iPad เป็นเครื่องอ่าน Electronic Book Reader อันนี้คงต้องย้อนกลับไปว่า คนไทยอ่านหนังสือ ซื้อหนังสือกันมากไหม เพราะโดยรวมอ่านคนละ 7 บรรทัดต่อปี น้อยมากๆ เพราะลำพังตามร้านหนังสือ ครั้นจะชอบอ่าน ก็ยืนอ่านมันจบเล่มซะดื้อๆที่ร้านโดยไม่ซื้อ สัปดาห์หนังสือก็ไปขนหนังสือมาเป็นกระบุง แต่อ่านจริงๆ ชอบจริงๆ ซื้อจริงๆ สักกี่เล่ม หรือซื้อเพราะมันเป็น Best Seller อันนี้วิบากกรรมของนักเขียนไทย หากคุณเป็นนักเขียนตัวเล็กๆ ไม่ใช่ดาราแล้ว โอกาสที่สันหนังสือจะถูกตะแคงหรือวางนอนบนชั้นเป็นไปได้ง่ายมาก บางคนอ่านหนังสือเพราะคนแต่ง คนเขียนคำนิยม กระแสข่าว การแนะนำของรายการโทรทัศน์เล่าข่าวช่วงเช้า อันนี้คือเรื่องของคอนเท็นต์ที่น่าเป็นห่วง

อีกอย่างคือแนวความคิด การหักเงินผ่านบัตรเครดิตของจาก iTunes Store นั้น แม้ว่าจะไม่กี่บาทก็จริง แต่คนไทยสักกี่คนที่จะยอมเสียเงินเพราะแค่ค่าโหลดแอพ 40 บาท 200 บาท ยังไม่ยอมจ่ายกันเลย โหลด ยืมเพื่อน แคร๊คเอาดื้อๆ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย คุณเองก็คิดว่าตัวเองก็คิดแบบเดียวกันเพราะมันเคยชิน

หลายๆคนบอกว่าการอ่านหนังสือบน Electronic Book Reader นั้นเป็นเรื่องที่ผิดแปลกจากนิสัยการอ่านบนกระดาษปกติ ต้องย้อนกลับไปลองมองภาพของการอ่านก่อนว่า ภาษาไทยเรานั้น เราเรียก พ่อ แม่ ได้ก่อนที่จะเขียนคำว่า พ่อ แม่ ได้ซะอีก นั้นคือพูดได้ก่อนเขียน ในขณะเดียวกันเราเรียนภาษาอังกฤษ เราเขียน A B C ก่อนแล้วท่องว่าแต่ละอักษรอ่านว่าอะไร แบบนี้ถึงมองได้เลยว่า ทำไมคนไทยพูดไทยได้ แต่เขียนไม่ค่อยถูก ส่วนภาษาอังกฤษก็พูดไม่ได้ อ่านไม่ได้อีก เพราะเราเริ่มจากกระดาษมาก่อน เราไม่ได้เริ่มจาก ฟหกด บนแป้นพิมพ์ แต่เราเรียนมาจาก กขคง เหมือนกับเรารู้จัก A B C D มาก่อน ASDF บนคีย์บอร์ด QWERTY เสียอีก

ดังนั้นความคาดหวังว่าจะให้เด็กไทยเดินถือ Apple iPad คนละเครื่องเดินเข้าชั้นเรียน เปิดหนังสือตามอาจารย์ อันนี้คงจะต้องใช้เวลาและการฝึกฝน และความเคยชิน เพราะจุดหลักๆอยู่ที่ตัวของเนื้อหา ผมวาดฝันเอาไว้ว่าจะมี มานะ ปิติ มานี ชูใจภาค E-Book บน Apple iPad แต่อย่าลืมว่า แค่เพลงบน iPod ยอมรับกันทั้งนั้นว่าไม่ใช่เพลงที่ซื้อมาถูกลิขสิทธิ์แทบจะทั้งนั้น หนังก็ปิดตาข้างเดียวรู้อยู่ว่าหามาจากไหน ประเทศไทยลิขสิทธิ์อ่อนมาก ดังนั้นคอนเท็นต์ทั้งเพลง หนัง บน iPod เองก็ทำไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ทั้งๆที่มี i-key ของ Grammy ด้วย ค่ายยักษ์ขนาดนี้รู้ดีว่า DRM บนมือถือ ช่วยในเรื่องลิขสิทธิ์ แต่หากพวกเขาโหลดเพลงแท้ไม่ได้ ก็หาของเถื่อนมาใช้อยู่ดีแหล่ะ

แรกๆที่เปิดตัว Apple iPad ได้คุยกับนักเขียนท่านหนึ่งใน Twitter คุณ Wannawat จึงได้ข้อมูลที่ตอนแรกๆผมคาดหวังว่า สำนักพิมพ์ต้องปรับตัว สิ่งพิพม์ต้องดิ้นรน ผมยังเอาใจช่วยหลายๆค่าย โดยเฉพาะค่ายใหญ่ๆ อย่างอัมรินทร์ ซีเอ็ด ในการทำลิขสิทธิ์หนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสารแบบ E-Book บอกรับสมาชิก หรือให้ดูตัวอย่างก่อนบทแรก แล้วชอบก็ค่อยซื้อหนังสือเล่มจริงที่ร้าน มีหนังตัวอย่าง มีท่อนฮุคเพลงให้ลองฟัง ไอเดียนี้น่าสนใจ แต่สำหรับนักเขียนในสำนักพิมพ์นั้น มีมุมมองอีกอย่าง เพราะสำนักพิมพ์ ยี่ปั๊ว การจัดเก็บและแบ่งผลประโยชน์นั้นยังมีอยู่ และมีหลายๆปัญหาที่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นการที่จะให้บริษัทใดมาทำการจัดเก็บลิขสิทธิ์งานเขียนที่เผยแพร่บน E-Book นั้นสามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเกี่ยวข้องกับสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ ต้นสังกัด ยี่ปั๊ว สายส่งและหลายๆส่วน รวมไปถึงร้านหนังสือเองก็เช่นกัน มักจะผูกขาดกับสำนักพิมพ์ และการจัดจำหน่าย สายส่งด้วย ทำให้เราเห็นหนังสือบางเล่ม วางแผงเฉพาะบนร้านหนังสือบางร้านเท่านั้น

นานมาแล้วบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง เคยได้ทำลิขสิทธิ์ของ E-Book นิตยสารต่างๆ มีการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การเปิดความน่าสนใจของหนังสือในรูปแบบของอีเล็คทรอนิคส์ แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวไป อาจจะคนอ่านเพราะไม่เคยชินกับการตัดเงินซื้อค่าหนังสือ กำหนดการวางแผงที่ล่าช้า ความไม่สะดวกในการต้องติดตั้งโปรแกรมที่ตรวจสอบลิขสิทธิ์ ทำให้ E-Book Service ต้องประกาศปิดตัวไป อีกทั้งจำนวนคนอ่านไม่ได้เยอะจนถึงขั้นที่ว่าผู้สนับสนุนจะเข้ามาสนับสนุนการโฆษณาในแบบอินเตอร์แร็คทีฟ การมองความคุ้มค่ายังไม่มากเพราะคนอ่านยังน้อยมาก

กลับมาที่คอนเทนต์ของ iPad ที่เปิดตัวด้วยความเป็น Tablet การเป็น E-Book Reader ซึ่งน่าเป็นห่วงการแสดงผลภาษาไทย ความเคยชินในการอ่านบนอุปกรณ์ ที่แม้ว่าจะบาง เล็ก และสะดวกในการพกพา แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนกับการเปิดหนังสือแบบสองหน้า การวางมือขณะอ่านหนังสือนั้นขาดซึ่งเสน่ห์ของการอ่านหนังสือ และที่สำคัญก็คือค่าลิขสิทธิ์ของหนังสือที่จะจำหน่ายแบบ E-Book บน iPad นั้นจะมีรายละเอียดอย่างไร เพราะตลาด E-Book ในประเทศไทยนั้นมีอยู่แต่อาจจะเป็นแค่ไฟล์ ePub หรือไฟล์ Text 

เท่าที่ลองคิดและจินตนาการดู หากว่าในร้านหนังสือมี Wi-Fi อยู่ หากเราเดินผ่านชั้นหนังสือ ก็น่าจะมีตัวที่กระจายสัญญาณ WI-Fi หรือ Bluetooth ติดตั้งไว้ให้ทดลองดาวน์โหลดดูตัวอย่างของหนังสือคร่าวๆ ดูเรื่องเด่นในนิตยสารก่อนซื้อ ดูคำแนะนำหนังสือน่าอ่าน ก็น่าจะช่วยในด้านการตลาดได้เป็นอย่างดี แถมหนังสือก็ไม่ยับเพราะถูกเปิดดูเนื้อเรื่องคร่าวๆก่อนซื้อ

สุดท้ายก็อย่างที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ทุกคุณสมบัติของ Apple iPad ลองตั้งคำถามตัวเองว่า อยากได้ อยากได้ คือใช้อะไรบ้าง หากใช้ iPad ในการอ่านหนังสือแบบ E-Book และนิสัย พฤติกรรมของคนไทยเป็นอย่างไร หรือว่าน่าจะเป็นการมองในภาพของ iPad ใช้ดาวน์โหลดทำนายดวงชะตาประจำสัปดาห์ น่าเครียดและคิดหนักอยู่เพราะลำพัง Ringtone, Vdo ไม่ค่อยมีใครดาวน์โหลดลิขสิทธิ์กัน มีการตัดเพลง ยืมเพื่อน ให้เพื่อนส่ง Bluetooth ให้ ทำให้การมองในเรื่องของคอนเท็นต์นั้นมีเยอะมาก แต่ห่วงเรื่องการจัดเก็บลิขสิทธิ์มากกว่า

จะเป็นไปได้ไหมว่าในช่วงแรกๆนี้ หากว่า iPad ยังไม่รองรับการอ่าน E-Book ภาษาไทย อยากให้นิตยสาร The Nation, Bangkok Post นั้นมีการให้ดาวน์โหลดโดยเก็บค่าบริการสมาชิกรายปี ซึ่งอาจจะต้องมองให้รอบคอบเรื่องของส่วนแบ่งและลิขสิทธิ์  

เรื่องย่อละคร อาจจะทำการเปิด Wi-Fi ไว้ตามร้านกาแฟต่างๆ หากเดินเข้าไปก็จะมีเรื่องย่อละครให้เลือกฟังกัน อาจจะมีตัวอย่างละครให้ดูคร่าวๆได้ด้วย ภาพยตร์ก็จะมี Movie Trailers ตัวอย่างหนังให้ดูเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าชมเว็บไซต์ทางการหรือจองตั๋ว

เอาใจช่วยทุกๆแอพพลิเคชั่นเพื่อความก้าวหน้าของธุรกิจเพลง ภายนตร์ หนัง ร้านอาหารมานั่งเยอะ ดีครับ

yokekung 

Comment

Comment:

Tweet

เห็นด้วยกับความเห็นของคุณในหลายๆเรื่อง และ ในหลายๆประโยค
แต่ไม่เห็นด้วยที่ว่า คนไทยอ่านหนังสือ 7 บรรทัด ต่อคนต่อปี
ได้ยินบ่อยมากครับ โดยเฉพาะ จากสื่อ ต่างๆ ทั้งวิทยุ ทีวี หนังสือ
พอสื่อยกขึ้นมาอ้าง คงเห็นเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส สำหรับคนไทย ที่อ่านกันน้อยจริงๆ ก็เลยประโคมข่าวกันเข้าไป แต่จะมีสักกี่คน ที่พยายามหาต้นตอ ของ 7 บรรทัด ต่อคน ต่อปี นี้ว่า มีที่มา และ มีที่ไปอย่างไร...และ ต้นตอมาจากไหน เอาอะไรมาวัด และ มีการวัดอย่างไร
ผมพยายามหา แต่ ไม่พบครับ..

เป็นไปได้อยากมากครับ 7 บรรทัด ต่อคนต่อปี หากเป็นเช่นนั้นจริง
พลเมือง ของประเทศที่ผมอาศัยอยู่ ณ.ปัจจุบันนี้ คงอ่านน้อยกว่าคนไทยมาก เพราะร้านหนังสือน้อยจริงๆ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร

#1 By Narong (119.160.135.185) on 2010-06-30 20:20

Categories